เที่ยวอินเดียด้วยตัวเอง
Story

ตะลุย 3 เมืองในอินเดีย ชัยปุระ มันดาวา อัครา

อินเดียมีทุกสิ่งให้เลือกสรร เสพ ยล ดม ชม รูป รส กลิ่น เสียง บลาๆๆ 

 

ตะลุย 3 เมืองในอินเดีย ชัยปุระ มันดาวา อัครา

 

หากมีใครสักคนมาเอ่ยปากชวนคุณไปเที่ยวอินเดีย จงรีบตะครุบโอกาสนี้ไว้อย่างรวดเร็ว ทำไมล่ะ? ก็อินเดียหาเพื่อนเที่ยวยากจะตาย…แต่ๆๆก็มีคนอีกมากมายที่สนใจถึงขั้นตกหลุมรักประเทศนี้

 

เราคือหนึ่งในบุคคลเหล่านั้น ถ้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศในฝันของใครหลายๆคน ประเทศอินเดียก็คือประเทศในฝันอันดับ 1 ที่อยู่ในใจของเรามานานแสนนาน เราเคยไปเที่ยวอินเดียมาแล้วเมื่อปี 2009 ทริปนั้นเป็นการเที่ยวในแคชเมียร์เป็นหลัก แคชเมียร์เป็นแคว้นที่อยู่ทางตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศปากีสถานทางตะวันตก และที่ราบสูงทิเบตทางเหนือ อารมณ์ของแคชเมียร์มันต่างกับอินเดียที่เราเพิ่งได้สัมผัสอย่างสิ้นเชิง

 

การเดินทางไปอินเดียครั้งนี้ถูกตัดสินใจขึ้นด้วยความวู่วาม วูบวาบ เจอโปรปุ๊บจัดปั๊บโดยที่ยังไม่รู้แม้แต่ว่าเมืองที่จะไปนั้นมีอะไร เที่ยวอย่างไร และที่สำคัญไปกับใคร?

 

ตั๋วเครื่องบินถูกจอง และจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน…คำถามในใจก็เกิดขึ้น เราจะไปคนเดียวจริงๆหรือ เครื่องลงตอนสี่ทุ่มกว่า จะเข้าเมืองอย่างไร จะปลอดภัยหรือไม่ บลาๆๆๆ ไหนจะข่าวข่มขืนที่เป็นประเด็นหลักที่อยู่ในใจคิดถึงเรื่องนี้ทีไรความป๊อดมาเยือนทันที…แต่สุดท้ายเราก็ได้ผู้ร่วมทางมา 1 คน

 

แผนการเดินทางของเรานั้นเป็นกลางเดือนตุลาคม ประมาณต้นเดือนก็ทำการยื่นวีซ่าอินเดียผ่านทางออนไลน์ซึ่งสะดวกและรวดเร็วมากๆ วิธีการยื่นวีซ่าอินเดียออนไลน์คลิกที่นี่

 

เราออกเดินทางกันช่วงค่ำของวันศุกร์ ขณะกำลังเช็คอินเจ้าหน้าที่คนสวยก็ถามพร้อมรอยยิ้มว่า ‘พี่นอนมาพอแล้วใช่ไหม?’…เอ่อ!! น้องเจ้าหน้าที่เล่าว่า ‘หนูเพิ่งกลับมาจากชัยปุระ บนเครื่องขาไปหนูไม่ได้หลับเลยค่ะเพราะเขาเดินกันทั้งคืน แถมยืนค้ำเก้าอี้ ตะโกนคุยกันเสียดัง…เอาสินี่คงเป็นการซ้อมใหญ่ก่อนไปเยือนถิ่นเขาใช่ไหม คิดในใจต้องสู้ ต้องสู้จึงจะชนะถ้าแค่นี้ยังทนไม่ได้แล้วจะไปอยู่ได้อย่างไรตั้งหลายวัน 555

 

เวลาสี่ชั่วโมงนิดๆจากดอนเมืองในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงสนามบินชัยปุระ  บนเครื่องบินไม่เลวร้ายอย่างตามคำบอกเล่าอันเนื่องมาจากผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนไทยนั่นเอง เป้าหมายที่พักคืนนี้ไม่ใช่โรงแรม 5 ดาว 4 ดาว หรือ 3 ดาวในเมืองชัยปุระ หากแต่คือเก้าอี้นั่งภายในสนามบินนี่แหล่ะที่จะใช้เป็นที่พักพิงคืนนี้

สนามบินชัยปุระ

สนามบินชัยปุระเป็นสนามบินเล็กๆ ไม่ซับซ้อน และไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ที่นั่งอาจมีไม่มากแต่ก็เพียงพอต่อคนที่เลือกจะอยู่ในสนามบินมากกว่าการจับรถเข้าเมืองในยามค่ำคืน

สนามบินชัยปุระสำหรับคนที่อยากจะนั่งรอเวลาอยู่ที่สนามบินแต่กังวลใจเรื่องความปลอดภัย และความสะอาดของสนามบิน บอกได้เลยว่าอยู่ได้ไม่เปลี่ยว มีคนอินเดีย ฝรั่ง และคนไทยนั่งรออยู่เยอะ เรียกว่าไม่เหงาแน่นอน

สนามบินชัยปุระ

เราเลือกที่นั่งแถวประตูทางออกเลยจ้าเรียกว่าเช้าปุ๊บพี่นี้จะรีบวิ่งออกไปในทันทีสนามบินชัยปุระมีห้องน้ำให้เข้า ตอนเข้าไปตอนแรกสะอาดเชียวพื้นแห้ง แต่พอตอนเช้าอย่างแฉะ

พอมาเข้าห้องน้ำ เอ๊ะที่ล็อกประตูมันอยู่ตรงไหนสนามบินชัยปุระโน่นแน่ะ อยู่สูงเกิ๊น ไม่สงสารคนตัวสั้นกันเลย

สำหรับทริปนี้เราไปกันตั้งแต่วันที่ 19-24 ตุลาคม วันที่ 19 ไปถึงดึกแล้วตัดไป วันที่ 24 เครื่องออกตอน 5 ทุ่มครึ่ง ดังนั้นเราจะได้เที่ยวกัน 5 วันเต็มๆ มีแผนการเดินทางคือ Jaipur(ชัยปุระ)-Mandawa(มันดาวา)-Agra(อัครา)-Jaipur(ชัยปุระ) โดยได้จองรถเช่าไว้ 3 วัน ส่วนอีก 2 วันตั้งใจจะใช้รถสาธารณะและเหมาเป็นครั้งๆไป

 

เรานัดรถที่เช่ามารับตอนตี 3 เป็นรถเช่าของคุณลุง Tarachand Sharma คุณลุงที่มีคนไทยใช้บริการกันมากมาย เรารู้จักคุณลุงจากโพสต์ของคุณ Panuvat เจ้าของเพจ เที่ยวผ่านเลนส์ / Forzanu Foto และมีโอกาสได้ส่งข้อความไปคุยถึงการใช้บริการรถเช่ากับคุณลุงซึ่งทางคุณPanuvat ก็สละเวลาส่งข้อความตอบกลับมาดีมาก เราได้คุยกับคุณลุง Tarachand Sharma ถึงแผนการเดินทาง และราคาผ่านทางกล่องข้อความของเฟสบุค ต่อรองไปต่อรองมาได้ราคาแพงขึ้นกว่าเดิม 555 คุณลุงคงเริ่มงง แต่ในที่สุดก็ได้ราคามาพร้อมกับคุณลุงกระซิบบอกผ่านทางกล่องข้อความนี่แหล่ะ55 ว่าอย่าไปบอกใครนะที่ให้ราคานี้ ..โถๆๆๆคุณลุงขาหนูจะไม่บอกเบาๆค่ะหนูจะบอกดังๆให้รู้กันไปให้หมด คุณลุงคะราคาที่ลุงให้นั้นไม่ได้ถูกกว่าที่คุณลุงให้คนอื่นเลยจ้า อิฉันก็สืบๆมาเหมือนกันนะ และโปรแกรมของอิฉันก็ไม่มากมาย ไม่ยาก ไม่ซับซ้อนอะไรเลย ราคาที่คุณลุงให้ไม่รวมทริป คุณลุงเน้นเรื่องทิปมาก ย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่รวมทิปนะ ซึ่งทิปนั้นแล้วแต่จะให้นะจ๊ะนายจ๋า ถ้ามาอินเดียและคิดจะเช่ารถควรมาสัก3-4 คน จะประหยัดไปได้เยอะเพราะตัวหารเยอะรายจ่ายต่อคนจะน้อย แต่ๆๆๆถ้าชีวิตนี้มีเพื่อนเที่ยวอินเดียแค่คนเดียวก็ให้ทำใจเรื่องค่าเช่ารถที่นับเป็นค่าใช้จ่ายสำคัญของการเดินทางยกเว้นเดินทางโดยรถสาธารณะ

 

แม้เรานัดรถไว้ตี 3 แต่กว่ารถจะมาก็ตีสามกว่าโปรแกรมวันแรกนี้เราจะเดินทางไปที่ Mandwa (มันดาวา) ซึ่งมีข้อมูลเกี่ยวกับเมืองนี้น้อยมาก แต่ก็รู้สึกหลงรักและอยากไปมากๆเช่นกัน เราจะไปค้างที่ Mandawa 1 คืน จากสนามบินชัยปุระรถเช่าพาเราฝ่าความมืดด้วยรถเก๋งสีขาวกับคนขับรูปร่างผอมบางไว้หนวดให้กลัวเล็กๆนามว่า ‘Dheeraj’ ที่คุณลุง Tarachand Sharma ส่งมาบริการเราตลอด 3 วัน คุณลุง Tarachand Sharma พา Dheeraj มาเจอกับเราที่สนามบินชัยปุระ ตอนแรกเราเข้าใจว่าคุณลุงจะเป็นคนขับรถให้เราเอง แอบงอนลุงเล็กน้อยแต่ลุงก็น่ารักพยายามอธิบายให้เราเข้าใจ ซึ่งเราก็เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง 555

 

dheeraj ใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงพาเราถึง Mandawa ตั้งแต่ยังไม่ 7 โมงเช้า สภาพของมันดาวาในยามเช้าเงียบสงบอย่างกับเมืองร้าง ไม่ใช่เพราะเวลาเช้าที่ทำให้เมืองนี้เหมือนเมืองร้าง หากแต่ด้วยสภาพของเมือง ซากปรักหักพัง ความเก่าและความโทรมทำให้นึกว่าเรากำลังเดินหลงเขามาในเขตเมืองที่เพิ่งทำสงครามจบใหม่ๆ

 

[ Mandawa (มันดาวา) ]

Mandawa

ประตูโรงแรมปิดสนิทไร้เสียงตอบกลับจากข้างในแม้ความถึ่และความดังในการเคาะจะเพิ่มมากขึ้น หากแต่ประตูคงหนาเกินที่คนด้านในจะได้ยิน เราจึงวานให้ dheeraj ช่วยโทรเข้าเบอร์ของโรงแรมไม่นานก็มีหนุ่มร่างอวบหัวยุ่งๆแต่หน้าตาเป็นมิตรมาเปิดประตูและขนกระเป๋าของเราเข้าไป ด้านในของโรงแรมกว้างขวาง และสวยงาม พนักงานก็น่ารัก และใจดี จริงๆกำหนดเวลาเช็คอินต้องเป็นเวลาบ่ายสองโมงแต่ทางพนักงานก็พาเราไปส่งที่ห้องทันทีที่ไปถึงโดยไม่ต้องร้องขอ แถมเสริฟกาแฟรสชาติที่ไม่บ่งบอกความเป็นกาแฟมาให้เราโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ โรงแรมใจดีสเตปที่สองเพราะดำเนินการตามที่เราร้องขอเรื่องการเปลี่ยนแปลงอาหารเช้าเนื่องจากวันรุ่งขึ้นเราต้องออกเดินทางแต่เช้าคงจะทานอาหารเช้าที่โรงแรมไม่ทันเลยขอเปลี่ยนมาทานวันนี้แทน ทางโรงแรมก็ยินดีจัดให้ และที่น่ารักไปกว่านั้นคือวันรุ่งขึ้นก็มาจัด Box set ให้เรานำไปทานบนรถโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย อยากจะบอกว่าดีงามจริงๆ

Mandawa Kothi Hotel

Mandawa Kothi Hotel

ที่นี่มีห้องพักทั้งหมด 6 ห้อง จริงๆแล้วตัวโรงแรมกว้างขวางและมีจำนวนห้องมากกว่า 6 แต่ตอนนี้คงเปิดให้บริการเพียง 6 เท่านั้น ราคาก็คงแล้วแต่ช่วงที่ไปเราไปวันเสาร์ได้ราคา 6,000 รูปี รวมอาหารเช้า ห้องที่นี่สวยงาม มีพื้นที่ให้เรานั่งพักผ่อน เดินเล่น ถ่ายรูป มีสระว่ายน้ำ มีโถงกลาง มีดาดฟ้าให้เราชมวิวเมืองในมุมสูงๆ พนักงานที่นี่น่ารักทุกคน โดยรวมๆโรงแรมน่าอยู่มากแต่จะน่าอยู่แค่ไหนอ่านรีวิวโรงแรม Mandawa Kothi Hotel ได้ที่นี่

 

หลังจากจัดการเรื่องห้องพักและโรงแรมเสร็จเรียบร้อยเราก็ออกไปเดินเล่นชมเมืองมันดาวากันค่ะ หากถามว่ามามันดาวา (Mandawa) เขามาเที่ยวอะไรกัน ก็นี่เลยค่ะมาเดินชม ฮาเวลี่(Haveli) คฤหาสน์เก่าของเหล่าเสนาบดี และเหล่าเศรษฐี ปัจจุบันคฤหาสน์เหล่านี้ได้เปลี่ยนจากความอลังการกลายเป็นความทรุดโทรม เสื่อมสภาพ บางหลังก็ถูกปรับเปลี่ยนกลายมาเป็นโรงแรม เหมือนเช่นโรงแรมที่เราพักในคืนนี้ และบางหลังเราก็เห็นมีชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัย บางหลังประตูก็ปิดตาย บริเวณกำแพงด้านนอกของฮาเวลี่มักจะมีภาพเขียนสีเฟรสโก (fresco) ที่บอกเล่าเรื่องราวแต่ดูเลือนรางตามกาลเวลาที่ล่วงผ่าน

 

ภาพเขียนสีเฟรสโก (fresco) คือ การเขียนสีลงบนปูนที่เปียก เมื่อปูนแห้งสีก็จะกลายลงเป็นเนื้อเดียวกันกับปูน ผู้วาดจะต้องลงสีอย่างรวดเร็วก่อนที่ปูนจะแห้ง และต้องถูกต้องแม่นยำเพราะไม่สามารถกลับไปแก้ไขใหม่ได้อีก คำว่า ‘fresco’ มาจากภาษาอิตาลี  แปลว่า สด เทคนิคนี้สีจะติดอยู่ทนนาน และสดใส

สีเฟรสโก

คลิกอ่านเรื่องราวของมันดาวา (Mandawa) เมืองเก่าเล่าเรื่อง ได้ที่นี่

เราใช้เวลาอยู่ในมันดาวา (Mandawa) 1 วันกับอีก 1 คืน ซึ่งนับว่าเพียงพอต่อเมืองเล็กๆแห่งนี้ หากแต่อยากจะละเลียดเมืองนี้ให้มากขึ้นก็สามารถอยู่ต่อได้ตามที่ใจต้องการ เรานัดรถมารับตอน 6 โมงเช้าพร้อม Box Set ที่ทำให้เราน้ำตาแทบจะไหลเพราะความน่ารัก และตั้งใจของพนักงาน ขนาดก่อนนอนยังย้ำกับเราว่าเขาจะเตรียม Box Set ไว้ให้ พร้อมน้ำดื่มที่ไม่หวงของเลย

Mandawa Kothi Hotel

วันนี้เป็นวันที่สองของการเที่ยวเราจะออกเดินทางข้ามเมืองไปอัครา(Agra) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 7 ชั่วโมง โดยรถจะวิ่งผ่านชัยปุระ และจะแวะเที่ยวที่ Chand Baori Step Well (แชนด์ เบารี หรือแชนด์โบริ) ระหว่างทางคนขับก็ขอแวะดื่มกาแฟที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง เราเลยลงไปนั่งรอ

India

India

India

 

[ Chand Baori Step Well ]

คนขับรถพามาส่งที่ทางเข้า Chand Baori Step Well ข้างๆของ Chand Baori Step Well มีวัด Harshad Mata Temple เป็นวัดเล็กๆตั้งอยู่ใกล้ๆเราจึงแวะเข้าไปเที่ยวก่อนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

ที่นี่เราจะพบคุณลุงที่มีหนวด และผมสีขาว ใส่ชุดขาวนั่งแล้วคอยแต้มสีแดงที่กลางหน้าผากของนักท่องเที่ยว หลังแต้มเสร็จก็จะชี้นิ้วไปที่ขันที่มีเงินอยู่ในนั้นให้เป็นที่เข้าใจตรงกันว่าให้เราทำบุญด้วย เราไม่รู้ว่าคุณลุงเป็นใคร แต่ก็มีคนต่อคิวแล้วให้คุณลุงแต้มพร้อมถ่ายรูป มีฝรั่งบางคนขอให้คุณลุงผูกเส้นด้ายให้ที่ข้อมืออีกด้วย แต่พอเราลงมาตรง Chand Baori Step Well เรากลับเจอผู้ชายอีกคนแต่งตัวธรรมดายืนตรงตีนบันได้ในมือถือแก้วใบเล็กๆพร้อมไม้รอแต้มสีแดงกลางหน้าผากเช่นกัน อ้าวสรุปใครจะแต้มก็ได้หรือนี่Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

Harshad Mata Temple

จากนั้นเราก็เดินมายัง Chand Baori Step Well ซึ่งอยู่ข้างๆกัน  แชนด์ เบารี หรือแชนด์โบริ ตั้งอยู่ในรัฐราชสถาน ใกล้กับหมู่บ้านอะบาห์เนรี ในเขตดาอุษา

Chand Baori Step Well

ที่อินเดียไม่ได้มี Step Well ที่นี่เพียงแห่งเดียว ตรงใกล้ๆ Amer Fort ก็มีเหมือนกันแต่ตรงนั้นจะเล็กกว่าที่เรามาในวันนี้Chand Baori Step Well

ประวัติความเป็นมาของ Chand Baori Step Well หรือบ่อน้ำขั้นบันไดโบราณแห่งนี้ เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 9 ที่เกิดจากปัญหาการขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ กษัตริย์ Chanda จึงได้รวบรวมชาวเมืองมาร่วมกันสร้างบ่อน้ำขึ้นเพื่อไว้ใช้แก้ปัญหาวิกฤติน้ำ บ่อนี้มีความลึก 100 ฟุต สูง 13 ชั้น มีจำนวนขั้นบันไดทั้งหมด 3,500 ขั้น นับได้ว่า Chand Baori Step Well เป็นตัวอย่างในการจัดการการใช้น้ำที่ดีในยุคสมัยโบราณเลยทีเดียว ตอนหาข้อมูลมาระบุว่าที่นี่มีค่าเข้าแต่ตอนเราไปไม่มีจุดจำหน่ายตั๋วหรือมีใครมาเก็บค่าเข้าแต่อย่างใดChand Baori Step Well

เราเห็นในเน็ตมีคนลงไปถ่ายรูปตามขั้นบันไดได้ แต่ตอนเราไปไม่เห็นมีใครลงไปเลย ว่ากันว่าถ้าคนไม่เยอะแล้วแอบให้เงินคนเฝ้าจะได้ลงไป จริงหรือไม่อันนี้ก็ไม่ทราบค่ะ แต่ก็แอบมีเสียวๆกับความสูงChand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

คนโบราณนี่น่านับถือจริงๆ ไอเดียสุดยอดในการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำChand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

เห็นผู้ชายไว้หนวดเสื้อขาวตรงตีนบันไดไหมคะ ผู้ชายคนนี้แหล่ะค่ะมายืนรอเจิมหน้าผากด้วยสีแดงให้กับนักท่องเที่ยว ใครอยากมีจุดสีแดงตรงกลางหน้าผากก็จัดไปChand Baori Step Well

อินเดียมองตรงไหนๆก็มีเสน่ห์เหลือเกินChand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

บริเวณด้านหน้าของ Chand Baori Step Well มีร้านจำหน่ายสินค้า ของที่ระลึก มีกระเป๋าสีสวยๆเตะตาแต่คุณภาพไม่ผ่านนะเพราะลองจับวัสดุที่ใช้ด้านในมันหยาบมากChand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

Chand Baori Step Well

สำหรับคนที่อยากจะเข้าห้องน้ำ ตรงด้านหน้าของประตู Chand Baori Step Well จะมีห้องน้ำสาธารณะไว้ให้บริการ ห้องน้ำไม่แยกหญิงชายสะอาดมากๆ แต่ๆๆๆๆๆๆ มันน่ากลัวตรงที่ว่า ในห้องน้ำไม่มีที่ราด ไม่มีกระป๋องน้ำ ขันน้ำ ไม่มีน้ำ ไม่มีอะไรก็แล้วแต่ที่จะชำระล้างทุกสิ่งอย่างที่เราได้กระทำไว้ และดั๊นไอ้ห้องที่เราเข้ามันล็อกไม่ได้ พนักงานเฝ้าห้องน้ำซึ่งเป็นชายฉกรรจ์แสดงน้ำใจว่าไม่ต้องห่วงจะเฝ้าให้เอง…เอ่อๆๆๆๆๆๆ ระหว่างที่ปฏิบัติภารกิจด้วยความพะรุงพะรังทั้งกล้องที่ห้อยอยู่ที่คอ ทั้งกระเป๋าที่ต้องสะพายและไม่มีที่แขวน บวกกับความรีบ ความกังวล ความอะไรสารพัดความรู้สึก เสียงของชายฉกรรจ์ที่เฝ้าอยู่หน้าห้องน้ำก็ตะโกนถามมาว่า finish เรารีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว no no และความพีคมันก็อยู่ตรงที่ว่าเมื่อเราเสร็จภารกิจแล้วเราต้องเดินออกจากห้องน้ำโดยไม่ต้องราดอะไรเลย และพอเราโผล่หน้าออกมาจากหน้าห้องน้ำเราก็พบกับหนุ่มฝรั่งยืนส่งยิ้มรอเข้าห้องน้ำต่อจากเรา คือ…..มันไม่ใช่ปะมันเขินเข้าใจไหมถ้าถ่ายหนักจะทำอย่างไรหล่ะ สำหรับคนที่มาชำระทุกสิ่งทุกอย่างให้เราคือชายฉกรรจ์ที่เฝ้าประตูห้องน้ำให้เรานี่แหล่ะ เขาจะเอาน้ำไปสาด ราดให้อย่างสะอาดเอี่ยม พร้อมเก็บเงิน 10 รูปี จ้าพี่น้อง

 

หลังออกจาก Chand Baori Step Well เราจะเดินทางต่อไปยัง Baby Taj แต่ระหว่างทางคนขับก็แวะร้านอาหารโดยไม่ถามเราสักคำว่าหิวไหม 555 แต่แวะแล้วก็กินๆให้มันจบๆไปซะ

India

เราสั่งน้ำ Lassi มะม่วง รสชาติก็จะเอิ่มๆๆๆๆ ราคา 120 รูปีIndia

India

ข้าวผัดราคา 350 รูปี รสชาติพอใช้ได้ขอมะนาวมาปรุงรสหลายๆซีกหน่อยก็อร่อยเลยIndia

หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็เดินทางต่อไปยัง Baby Taj หรือคนอินเดียรู้จักกันในชื่อ Ltmad-ud-Daulah จาก Chand Baori Step Well  มาถึง Baby Taj  ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 3 ชั่วโมง  โดยรถจอดส่งเราที่ลานจอดรถ และบอกเราว่ารถไปสามารถไปส่งที่ด้านหน้า Baby Taj ได้ เราต้องนั่งเป็นรถบัสเล็กๆ หรือตุ๊กๆไป เราเลยเลือกเป็นตุ๊กๆ Dheeraj สารถีประจำตัวของเราจึงไปช่วยเรียกรถและต่อรองราคาไปกลับจากลานจอดรถถึง Baby Taj ในราคา 100 รูปี/2 คน ระยะทางทางลานจอดรถไป Baby Taj ไม่ไกลจากกันมากนัก

 

[ Baby Taj ]

Baby Taj ที่นี่เป็นสุสานของเมอร์ซ่า กิยาส เบก (Mirza Ghiyas Beg) ซึ่งเป็นพ่อตาของจักรพรรดิจาฮานกีร์

Baby Taj อยู่ห่างจากทัชมาฮาลประมาณ 6 กิโลเมตร สุสานแห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่นายมีร์ซา กียาซ เบค (Mirza Ghiyas Beg) พ่อค้าที่ทำการค้าจนล้มละลาย หลังจากที่บุตรสาวของเขานามว่า นูร์ จาฮาน (Nur Jahan) ได้ถือกำเนิดขึ้นมา ต่อมานายกียาซ เบคได้เป็นเสนาบดีฝ่ายการคลังของสมเด็จพระจักรพรรดิจาฮานกีร์แห่งราชวงศ์โมกุล (Mughal Emperor Jahangir) และบุตรีของเขาได้เป็นพระมเหสีของจักรพรรดิจาฮานกีร์

ซ้ายสุด Dheeraj  สารถีของเรามาช่วยต่อรองราคาให้

Baby Taj

ขอถ่ายป้ายไว้ก่อนเขียนว่าอะไรก็ไม่รู้ๆแต่ว่าเราต้องกลับมาที่นี่Baby Taj

ในที่สุดเราก็ไม่ได้เหมาไปกลับเพราะเราไม่สามารถติดต่อคนขับได้ผ่านทางการโทรศัพท์ได้ จึงจ้างแค่ขาไปขาเดียว 50 รูปี คิดเป็นเงินไทย 25 บ. หารกันสองคน ระยะทางใกล้มากค่ะเหมาะสมกับราคา จริงๆไม่ต้องเหมาหรอกค่ะขากลับก็เรียกรถมีมากมายแค่ต่อให้ได้ในราคา 50 รูปี มากกว่านั้นอย่ายอมค่ะ เราต้องสู้Baby Taj

รถตุ๊กๆพาเรามาจอดไว้ใกล้กับ Baby Taj เดินต่อมาอีกไม่ไกลก็ถึงแล้ว แต่ระหว่างทางก็มีอะไรให้ดูเพลินๆตามสไตล์บ้านเมืองอินเดียแหล่ะค่ะ ซึ่งเราชอบมาก

Baby Taj

อารมณ์แบบนี้ต้องอินเดียนี่แหล่ะ สีสันตลอดทางบอกเลยมาอินเดียกี่วันก็ไม่เบื่อ Baby Taj

Baby Taj

น้ำล้าง น้ำดื่ม น้ำที่เป็นได้ทุกอย่างของคนที่นี่Baby Taj

อยากลองนะน้ำผึ้งมะนาวแต่ใจไม่กล้าพอBaby Taj

เราจะขึ้นไปเที่ยวกันด้านบนนี้แหล่ะBaby Taj

Baby Taj

สวยดีเราชอบBaby Taj

ด้านบนมีของวางขายเพียบBaby Taj

ทั้งของกินของที่ระลึกBaby Taj

ก่อนเข้าด้านในให้ถอดรองเท้า แนะนำนะคะให้หาถุงมาถอดแล้วใส่ถุงถือไปเองค่ะ ตรงนี้เป็นแก้งค์รับฝากรองเท้า ถามราคาเหมือนตกลงกันไม่ได้ในหมู่ของพวกเขาเอง แต่ตอนหลังก็มีเหมือนหัวหน้าทีมมาบอกว่าแล้วแต่เราจะให้Baby Taj

มาส่องของอีกแล้วBaby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

Baby Taj

เห็นคนอินเดียนั่งกินข้าวกันเลยทักทายเสียหน่อยBaby Taj

Baby Taj

Baby Taj

เราใช้เวลาอยู่ที่ Baby Taj พอสมควรก็ออกเดินทางไปเช็คอินที่โรงแรม คืนนี้เรามาพักกันที่ Hotel Taj Resorts ซึ่งโรงแรมนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากทัชมาฮาลแบบเดินถึง เราจองโรงแรมผ่านมาทาง Booking.com  ในราคา 4,478.88 รูปี รวมอาหารเช้าที่ไม่รู้จะกินอะไรดี55 เราว่าเป็นราคาที่แพงไปนะ จริงๆโรงแรมนี้ยังไม่ใช่โรงแรมที่อยู่ใกล้ทัชมาฮาลมากที่สุดยังมีโรงแรมที่ใกล้แบบใกล้มากๆเดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ โรงแรม Hotel Taj Resorts เป็นโรงแรมยอดนิยมของคนไทยที่มักมาพักที่นี่เห็นได้จากรีวิว และจำนวนคนไทยที่เราเข้าไปพักในวันเดียวกับเราหลายต่อหลายคนเลยค่ะ

 

ห้องขนาดไม่ใหญ่พออยู่ได้เน้นเอาสะดวกแบบเดินไปทัชมาฮาลได้ง่ายๆ เพราะพรุ่งนี้เรามีแผนจะเข้าทัชมาฮาลกันตั้งแต่เช้า

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

ทิชชู่ที่อินเดียม้วนเล็กมากๆHotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

เราขึ้นไปชมวิวบนดาดฟ้าของโรงแรมHotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

พรุ่งนี้เราตั้งใจกันว่าจะออกจากโรงแรมตั้งแต่ตี 5 เผื่อเวลาเดินเวลาซื้อตั๋วไว้เรียบร้อย จากโรงแรม  Hotel Taj Resorts เดินมาทัชมาฮาลฝั่งประตู East เพียง 800 เมตร ออกจากโรงแรมเลี้ยวขวาแล้วเดินตรงอย่างเดียวง่ายมากๆ ประตูที่เข้าออกทัชมาฮาลมีหลายประตูนะคะมีประตูฝั่งตะวันตก ตะวันออก และทางทิศใต้ แต่เราว่าประตูตรง East มันดูไม่เปลี่ยว และสะดวกด้วยค่ะ

 

[ Taj Mahal (ทัชมาฮาล) ]

และแล้วก็ได้เวลายลความงดงามของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เราเดินไปถึงหน้าประตูทางเข้าทัชมาฮาลเป็นสองคนแรกเจอคุณลุงมาทราบชื่อตอนหลังว่าชื่อลุงดอนๆถามเราว่า Ticket? เราก็ตอบว่า yes เท่านั้นและยืนรอจนประตูเปิดปรากฏว่าแจ๊คพอตเจ้าหน้าที่มาถามหาตั๋ว อ้าว!อิบอายแล้วตั๋วอะไรหล่ะที่มาต่อคิวเนี่ยไม่ได้มาต่อคิวซื้อตั๋วหรอกหรือ 555 ไม่ใช่สิจ๊ะเราต้องไปซื้อตั๋วอีกที่หนึ่งก่อนซึ่งอยู่ใกล้ๆกับประตูทางเข้านี่แหล่ะแล้วค่อยมาต่อคิวเข้าด้านใน โอ้ว!!แม่เจ้าที่เรายืนรอมาตั้งนานแถมจะได้เข้าก่อนใครทุกอย่างจบ รีบวิ่งไปซื้อตั๋วอย่างเร็ว เล่นเอาออกกำลังกันตั้งแต่เช้าเลยทีเดียว

 

และเมื่อทุกอย่างพร้อมเราก็ได้เข้ามายังสถานที่ในฝันแห่งนี้ โดยมีคุณลุงดอนมาต้อนรับ และพาเราเดินถ่ายรูปอย่างตั้งอกตั้งใจ 555 อยากรู้ว่าตั้งใจแค่ไหน คลิกอ่านได้ที่นี่ค่ะ ‘ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานพลังแห่งรักอันยิ่งใหญ่’

Taj Mahal

ทัชมาฮาล(Taj Mahal)  นับได้ว่าเป็นสถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก และสถานที่แห่งนี้ยังเป็นหนึ่งในเจ็ดสิ่งมหัศจรรย์ของโลกที่สวยงาม และนับเป็นผลงานชิ้นเอกที่จัดทำขึ้นด้วยการสร้างสรรค์อันฉลาด

 

ทัชมาฮาลมาเที่ยวได้ทุกวันยกเว้นวันศุกร์เวลาเปิดปิดก็ตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นถึงพระอาทิตย์ตก ขั้นตอนการซื้อตั๋วและรายละเอียดต่างๆเราได้ทำเนื้อหาแยกไว้เรียบร้อยแล้วอ่านได้จากลิงค์นี้ค่ะ  ‘ทัชมาฮาล อนุสรณ์สถานพลังแห่งรักอันยิ่งใหญ่’ ทัชมาฮาลเป็นหนึ่งในสถานที่ต้องห้ามพลาดเมื่อมาอินเดีย

ทัชมาฮาล

เราใช้เวลาอยู่ที่นี่ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็เดินกลับโรงแรมเพื่อไปทานอาหารเช้า จากนั้นก็เช็คเอ้าท์และออกเดินทางไปยังจุดหมายต่อไปค่ะ สำหรับอาหารเช้าที่โรงแรมก็ไม่ได้มีตัวเลือกอะไรให้เรามากนักอีกทั้งเมื่อเรามาถึงปริมาณอาหารหลายๆอย่างก็ถูกจัดการไปเกือบหมด

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

Hotel Taj Resorts

เราเลือกกินกล้วยหอมรวม 3 ลูก แพนเค้ก 1 ชิ้น และชาอีกเล็กน้อย ชาที่นี่ผสมเครื่องเทศแต่อ่อนไปเราชอบแรงๆ 555 ส่วนอาหารอย่างอื่นไม่ยากลองกินเลย พนักงานเข้ามาถามว่าอยากได้ออมเลทไหมคงเห็นเราไม่ค่อยกินอะไรมั้ง อุตส่าห์ใส่ใจHotel Taj Resorts

พอออกจากห้องอาหารก็แวะเยี่ยมชมแกลอรี่ที่อยู่ติดกับห้องอาหาร เป็นร้านจำหน่ายของที่ระลึกที่ทำมาจากหินอ่อน ซึ่งเราก็ได้ทัชมาฮาลติดไม้ติดมือกลับมา 1 ชิ้น

Taj Mahal

Taj Mahal

Taj Mahal

Taj Mahal

Taj Mahal

หลังจากทานอาหารเสร็จเราจัดการเรื่อง check out และนัดรถมารับตอน 11.30 น. แต่เมื่อถึงเวลารถก็ยังไม่มากว่าจะมารับก็ปาไปเที่ยง มาทราบภายหลังว่ารถเกิดอุบัติเหตุ เราออกเดินทางต่อไปยัง Agra Fort ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากทัชมาฮาลมากนัก

 

[ Agra Fort หรือป้อมอัครา ]

Agra Fort เป็นป้อมปราการขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญมากแห่งหนึ่งของอินเดีย ที่นี่เป็นสถานที่ในช่วงสุดท้ายของชีวิตพระจักรพรรดิชาห์ จาฮาน (Shah Jahan) ที่ถูกพระโอรสของพระองค์จับมาขังไว้ที่นี่ พระองค์ทรงเฝ้ามองทัชมาฮาลจาก Agra Fort ด้วยความรักและอาลัยยิ่ง

 

ที่นี่อยู่ห่างจากทัชมาฮาลเพียง 2 กิโลเมตร เท่านั้น สามารถเที่ยวในวันเดียวกันได้ และหากเรายังเก็บตั๋วเข้าทัชมาฮาลไว้สามารถนำมาเป็นส่วนลดในการเข้า Agra Fort ได้อีกด้วย อ่านรีวิว Agra Fort อีกหนึ่งสถานที่ต้องไปในอัครา

Agra Fort

ชื่อเสียงของ Agra Fort อาจไม่โด่งดังเท่าทัชมาฮาล แต่ที่นี่ก็มีอะไรให้เราได้ดูเพลินๆเดินสนุก

Agra Fort

หลังออกจาก Agra Fort เราก็ตีรถกลับมาที่ชัยปุระ (Jaipur) เราจะอยู่ที่ชัยปุระกัน 2 คืน ก่อนเข้าโรงแรมก็ขอแวะช้อปปิ้งแบรนด์ดังของอินเดียก่อนนั่นก็คือ Himalaya นั่นเองค่ะ

็Himalaya

ช้อปเพลินเกินห้ามใจ็Himalaya

หลังจากช้อปกันเมามันส์แล้วก็เข้าที่พักกันค่ะ รถมาส่งเราที่โรงแรม คุณลุงที่เป็นเจ้าของบริษัทรถเช่าตามมาเก็บเงินที่โรงแรม ค่าเช่ารถ 3 วัน จากสนามบินชัยปุระ-มันดาวา-อัครา-ชัยปุระ เขาคิด 220 USD หารกัน 2 คนก็เหลือคนละ 110 USD และให้ทิปเขาไป 700 รูปี แต่คุณลุงต่อขอทิป 1,000 รูปี แต่เราไม่ได้ให้แกก็ไม่ว่าอะไร เราเลยให้แบ้งค์ 50 เป็นที่ระลึก ลุงแกก็นักขายมือทองถามว่าเรายังอยู่ที่ชัยปุระ 2 วันใช่ไหมสนใจจะเช่ารถแกต่อเลยไหม เราเลยลองถามราคาว่าเท่าไหร่เพราะจริงๆแล้วไม่อยากเช่าเนื่องจากสองวันที่เหลือเราเน้นเที่ยวในชัยปุระซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวอยู่ไม่ไกลจากกันเท่าไหร่ และหากเลือกนั่งรถสาธารณะน่าจะคุ้มเงินกว่า แกบอกว่า 2 วัน คิด 80 USD 1 วันคิด 50 USD เราเลยบอกว่าแพงอะ 1 วัน เราเลยไปถามเพื่อนๆบอกว่าอยากเช่าวันสุดท้ายเพื่อจะได้ให้เขาไปส่งที่สนามบินด้วย เราจึงมาต่อรองราคาว่า 1 วัน ขอเป็น 30 USD ได้ไหม แกก็โอเค และตอนจ่ายเงินเราก็ให้ทิปไป 300 รูปี

 

สำหรับที่พักคืนนี้เราพักกันที่ Hotel Gandharva By Peppermint  คืนละ 1,966 รูปี โรงแรมนี้อยู่ห่างจาก City Palace 2.1 กิโลเมตร ราคานี้ไม่รวมอาหารเช้า และสำหรับวันพรุ่งนี้เราจะเที่ยวโดยการเดินอย่างเดียว โดยมีแผนว่าตอนเช้าเราจะเช็คเอ้าท์แล้วนำกระเป๋าไปฝากที่โรงแรมใหม่เลยแล้วออกเที่ยว โรงแรมเก่ากับโรงแรมใหม่ Pandya Niwas Hotel ห่างกัน 1.5 กิโลเมตร ทำไมถึงต้องย้ายโรงแรม เรื่องนี้คือความงกของเราล้วนๆอย่าเอาเป็นเยี่ยงอย่างนะคะ 555 แต่มันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ คือจริงๆตอนแรกเราจองโรงแรม Pandya Niwas Hotel ไว้ทั้ง 2 คืน จองแบบชำระเมื่อเข้าพัก แต่ก่อนเดินทางมันก็เด้งๆมาให้เห็นว่าราคาปัจจุบันมันถูกกว่าตอนที่เราจอง และเราเห็นว่ามันยังมีห้องว่างเหลือ และถ้ายกเลิกของเก่าห้องมันก็ต้องเหลือเพิ่มขึ้น เลยตั้งใจจะยกเลิกอันที่จองไว้แล้วทำการจองใหม่เพื่อจะได้ราคาใหม่ ปรากฏว่าพอจองใหม่มันเต็มจ้า ได้แค่วันเดียว เราก็เลยต้องหาโรงแรมใหม่ แต่ตัดสินใจว่าอยากลองพักทั้งสองโรงแรมเลยสรุปออกมาเป็นเช่นนี้นี่เอง

peppermint

india hotel

โรงแรมที่อินเดียดีนะหมายถึงในเรื่องของเวลาเช็คอิน เราไปถึงแต่เช้าถ้าห้องว่างเขาก็ให้เข้าห้องเลยไม่ต้องรอให้ถึงเวลาตามที่ระบุไว้ จากโรงแรม Hotel Gandharva By Peppermint ไปโรงแรม Pandya Niwas เราเดินไปจ้า ลากกระเป๋าพร้อมของที่ช้อปมาเมื่อคืนทุลักทุเลมากแม้ระยะทางไม่ไกลแต่เข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของถนนอินเดียไหมคะ มันเต็มไปด้วยขวากหนาม ทางก็แย่แม้เป็นถนนในเมือง ไหนจะรถลา(ไม่ได้พิมพ์ผิด ลา ที่เป็นสัตว์เนี่ยแหล่ะ555) ไหนจะขี้วัว ไหนจะน้ำลายคน ไหล่ก็ไม่ดีเนื่องจากเราอยู่ในช่วงของการทำกายภาพบำบัดคือเราไหล่ติดยกแขนความไม่ได้สูง  แต่ระหว่างทางก็ต้องคอยยกกระเป๋า ปกติถ้ามาไม่กี่วันเราจะแบกเป้มาแต่อย่างที่บอกไหล่อยู่ในช่วงการรักษาจึงต้องใช้กระเป๋าลาก แต่กระเป๋าลากกับถนนอินเดียมันไม่ค่อยเหมาะกันสักเท่าไหร่ ทุลักทุเลมาจนถึงที่พักใหม่จนได้ Pandya Niwas Hotel เป็นโรงแรมที่มีคนรีวิวมากๆในเวบ และรูปที่โชว์ในเวบของเขาก็ดูดีนะ แต่ๆๆๆจากสภาพภายนอกแบบบอกเลยไม่ผ่าน แต่ๆๆๆพนักงานน่ารักค่ะ

Pandya Niwas Hotel

ที่นี่ได้รับคะแนนรีวิวจากผู้เข้าพักในปี 2016 ถึง 8.2 Pandya Niwas Hotel

ดูสภาพโรงแรมนะคะ

Pandya Niwas Hotel

สกปรก ฝุ่นเยอะมากPandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

Pandya Niwas Hotel

พนักงานพาเรามาส่งที่ห้อง แต่พอเราถามหากุญแจห้องกลับไม่มีให้ พนักงานเลยเปลี่ยนห้องให้ใหม่ สภาพภายในห้องดีกว่าสภาพด้านนอกมากนัก แต่ก็ไม่สะอาดฝุ่นเยอะมากที่พื้นเดินไปก็สากเท้าไป เวลาจะขึ้นเตียงนอนทีก็ต้องเอาเท้าสองข้างถูๆกันเพื่อให้เศษฝุ่นหลุดออก ซึ่งหลุดมาเต็มเลยจ้า ผ้าคลุมเตียง ผ้าห่ม หมอน ก็สีหมองๆ แอบมีฝุ่นเล็กๆ ส่วนตามโต๊ะ ตู้ ตู้เย็นเต็มไปด้วยฝุ่นจ้า

Pandya Niwas Hotel Jaipur

Pandya Niwas Hotel Jaipur

Pandya Niwas Hotel Jaipur

Pandya Niwas Hotel Jaipur

เป็นโรงแรมที่ปูผ้าปูได้ย่นดี555Pandya Niwas Hotel Jaipur

ราคาของห้องพัก 1,311 รูปี ไม่มีอาหารเช้า ไม่รวมน้ำดื่ม หลังจากเก็บของเรียบร้อยเราก็ออกเที่ยวกันค่ะ โปรแกรมวันนี้จะใช้วิธีการเดินก็เดินเที่ยวอยู่ในตัวเมืองนี่แหล่ะ เราจะไปเที่ยวกันที่ City Palace , Hawamahal (พระราชวังสายลม) สองที่นี้เป็นหลัก แต่ระหว่างทางก็เพลิดเพลินกันวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนเดีย บอกเลยว่าถนนอินเดียมีทุกสิ่งให้เลือกสรร ม้า อูฐ รถ คน วัว รถลาก จักรยาน ขี้ น้ำลาย ขยะ ฯลฯ คือมันเป็นสีสัน แนะนำเลยค่ะบรรจุอินเดียไว้ในลิสการเดินทางของคุณแล้วจะประทับใจไม่รู้ลืม

 

เดินออกจากโรงแรมมานิดก็เจอกับร้านขายชัย(Chai) หรือชา เป็นชาผสมสมุนไพรเครื่องเทศอะไรประมาณนี้ มีรสของขิงๆเหมือนกินบัวลอยน้ำขิงประมาณนั้น แล้วก็มีความฉุนของอะไรหลายๆอย่าง ชาร้านนี้อร่อยค่ะ เข้มข้นมากๆๆๆๆ แต่ก็นะวิธีการทำก็คือตอนที่เราเดินมาที่โรงแรม เราก็ผ่านร้านชาหลายๆร้านแต่ละร้านก็แบบกระตุ้นต่อมความอยากกินให้มลายหายไป แบบอยู่ๆก็ใช้ทัพพีที่คนกระดกเข้าปากซะอย่างนั้นร้านนั้นตัดไปไม่กิน บางร้านก็แหกขาแล้วหม้อชาอยู่ระหว่างขาคือมันชัดเจนไปตัดไป ส่วนร้านนี้ตอนเดินผ่านขาไปโรงแรมเขาก็ใช้มือปาดชาที่ทัพพีแล้วสะบัดลงหม้อ..เอ่อพี่จะทำเยี่ยงนั้นเพื่ออะไรพี่ไม่ร้อนรึ…สรุปเลือกร้านนี้ดีต่อใจ ชาถูกเสริฟในแก้วกระดาษใบเล็กๆเหมือนถ้วยน้ำจิ้มปลาหมึกบดตามตลาดนัดบ้านเรา ชาในแก้วเล็กๆใบนี้ราคา 10 รูปี หรือประมาณ 5 บาท รสชาติชาของแต่ละร้านไม่เหมือนกันนะคะ บางร้านก็ไม่เข้มข้นอ่อน ต้องเข้มขนแบบนี้ถึงจะสะใจค่ะ คนอินเดียนิยมดื่มชากันมากๆ เราจะเห็นว่ามีร้านชาแบบนี้ขายอยู่ทั่วไป และก็มีคนนั่งจิบกันตลอด แนะนำนะคะเมื่อไปถึงอินเดียอยากให้ลองชิมจริงๆค่ะ

Jaipur

Jaipur

เดินมาเจอคุณป้านั่งรีดผ้าอยู่ข้างทาง เตารีดเหมือนบ้านเราสมัยก่อนเลยค่ะ อยากได้กลับเมืองไทยJaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

Jaipur

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

ชัยปุระ

 

[ City Palace พระราชวังซิตี้พาเลซ ]

เราใช้การเดินเท้าจากที่พักไป City Palace ระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร  ก่อนเข้าก็ต้องซื้อบัตรกันก่อนเราเลือกซื้อในราคา 2,500 รูปี เพราะต้องการเข้าไปยังส่วนที่เป็น Chandra Mahal ที่มีห้องสีฟ้าสวยๆนั่นแหล่ะ หากซื้อตั๋วในราคา 2,500 รูปีจะแถมไกด์ให้ 1 คน ไม่เอาไม่ได้นะคะเพราะเราจะเดินไม่ถูก และจะให้สิทธิ์ดื่มน้ำผลไม้ หรือกาแฟได้ 1 แก้ว

City Palace

ตอนเข้าไปเจอกับทีมโปรดักส์ชั่นทีมใหญ่คงมาถ่ายหนังที่มายึดพื้นที่บางส่วนทำให้เราไม่ได้เข้าไปเดินตรงนั้นcity palace

พระราชวังซิตี้พาเลซ (City Palace) เป็นพระราชวังที่ใหญ่ที่สุดในแคว้นราชาสถาน สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1797  ในสมัยของมหาราชาสะหวายจัย ซิงห์ที่ 2 (Maharaja Sawai Jai Singh II)

 

ปัจจุบันพระราชวังซิตี้พาเลซแห่งนี้บางส่วนยังคงเป็นที่ประทับของราชตระกูล และบางส่วนเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมในนาม Maharaja Sawai Man Singh II Museum

 

พระราชวังแห่งนี้ถูกสร้างจากหินแกรนิต และหินอ่อนด้านในประดับตกแต่งด้วยกระจก และแก้วหลากสีสวยงามมาก สไตล์การออกแบบเป็นการผสมผสานทั้งสถาปัตยกรรมสไตล์ราชปุต(Rajput) และโมกุล(Mughul) ไว้ด้วยกัน

 

ภายในพระราชวังแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนที่ติดกับทางเข้าที่เปิดเป็นพิพิธภัณฑ์ ส่วนที่สองเป็นที่พักของราชวงศ์และครอบครัว และส่วนสุดท้าย เปิดเป็นโรงแรม ฟาเตห์ปรากาชพาเลซ (Fateh Prakash Palace Hotel) และโรงแรมซิฟนิวาสพาเลซ (Shiv Niwas Palace Hotel) ประตูของวังมี 3 ประตู ได้แก่ประตู Virendra Pol ประตู Udai Pol และประตู Tripolia

ไกด์พาเราเดินไปยังด้านบนตามห้องต่างๆ city palace

และห้องที่ทำให้เรายอมเสียเงินมากกว่าก็คือห้องสีฟ้าสวยงามห้องนี้นี่เอง ห้องสีสวยสมกับราคาที่ต้องจ่าย คนไม่เยอะไม่พลุกพล่านอาจด้วยราคาที่ต้องจ่ายเพิ่มทำให้ห้องนี้ไม่ค่อยได้รับการรบกวนมากนักChandra Mahal

chandra mahal

นอกจากนี้ก็ยังมีอีกห้องที่สวยไม่แพ้กันCity Palace

City Palace

City Palace

City Palace

City Palace

City PalaceCity Palace

เห็นภาพแล้วคุ้มค่าเงินที่ต้องจ่ายไหมคะ หลังจากที่ไกด์พาเดินดูห้องสำคัญต่างๆจนครบแล้ว ก็พาลงมายังชั้นล่างเพื่อมาดื่มน้ำ 1 แก้ว หรือจะเลือกเป็นกาแฟก็ได้นะ ซึ่งน้ำ 1 แก้วนี้รวมอยู่ในราคาค่าบัตรแล้วค่ะcity palace

หลังจากพักดื่มน้ำเป็นที่เรียบร้อยไกด์ก็ลาจากเราและปล่อยให้เราเดินเล่นในพื้นที่ด้านนอกได้ตามอัธยาศัย ซึ่งแน่นอนจุดยอดนิยมที่ต้องรอคิวกันมากมายก็คือประตูสวยๆทั้ง 4 ที่เราเห็นภาพมากมายจากทางเน็ตนี่แหล่ะ ถ้าแค่อยากที่มาถ่ายภาพกับประตูทั้ง 4 นี้ก็ซื้อบัตรที่ราคาถูกกว่านี้ก็สามารถเข้ามาที่จุดนี้ได้แล้วค่ะซิตี้พาเลซ

ซิตี้พาเลซ

ซิตี้พาเลซ

ซิตี้พาเลซ

และเดินเที่ยวบริเวณรอบๆ ก็เพลินดีค่ะ

City Palace

City Palace

 

[ Hawa Mahal พระราชวังสายลม ]

จากนั้นเราก็ออกมาเดินเที่ยวพระราชวังสายลม (Hawa Mahal) พระราชวังแห่งนี้เป็นจุดหมายที่เมื่อใครก็ตามที่มาถึงชัยปุระก็ต้องแวะมาแชะภาพกันสักภาพสองภาพ ลักษณะของพระราชวังคล้ายรังผึ้ง ประกอบด้วยหน้าต่างขนาดเล็กๆมีลวดลายฉลุเป็นช่องลมจำนวน 953 บาน เหตุผลที่ต้องมีการฉลุลายนั้นเพื่อที่จะให้นางในวังสามารถมองทะลุออกมาเห็นวิถึชีวิตภายนอกบนท้องถนนได้โดยที่ไม่ให้ใครจากข้างนอกสังเกตเห็นได้ เนื่องจากนางในเหล่านั้นต้องมีความเคร่งครัดในการคลุมผ้าคลุมหน้า หรือ ‘ปูร์ดาห์’ ซึ่งเราชื่นชมความงามจากเพียงด้านนอกเท่านั้นไม่ได้เข้าไปด้านในแต่อย่างใด

พระราชวังสายลม

พระราชวังสายลม

ตอนกลางคืนก็จะได้อารมณ์อีกแบบ แถวนี้คึกคักตลอดวันค่ะ เพราะเป็นย่านช้อปปิ้งที่คนมาเดินซื้อของฝากกันด้วย

Hawa Mahal

และมาแถวๆนี้ก็ห้ามพลาดลองกินไอศกรีม หรือน้ำผลไม้ร้านนี้กันนะ เห็นคนอินเดียยืนรอกันเต็มหน้าร้านทำให้เราอดที่จะไปยืนด้อมๆมองๆไม่ได้ แต่สงสัยจะยืนมองนานไปหน่อยคนอินเดียที่ยืนกินอยู่ตรงนั้นเลยเดินมาหาและแนะนำวิธีการสั่งให้กับเรา โดยเราต้องไปซื้อคูปองคือเหรียญพาสติกเหมือนตอนเราเด็กๆที่ซื้อของในโรงเรียน แล้วค่อยใช้เหรียญนี้แทนเงินสดนั่นเอง

street food india

เราสั่งเป็นไอศกรีม เหมือนไอศกรีมโยเกิร์ต รสชาติดีสมกับจำนวนคนที่ยืนกันอยู่หน้าร้าน ไอศกรีมโยเกิร์ตนี้มีส่วนผสมของสมุนไพรอะไรสักอย่าง จริงๆเราอยากกินน้ำผลไม้ด้วยเพราะดูน่ากินเหมือนกัน แต่ใจไม่กล้าพอที่จะกินสองอย่างในเวลาที่ต่อเนื่องกันเยี่ยงนี้ 555street food india

 

Amber Fort ป้อมแอมเบอร์ ]

และอีกหนึ่งสถานที่สำคัญในชัยปุระที่อยู่ไม่ไกลจากย่านใจกลางเมืองที่ต้องแวะมาเยี่ยมชมนั่นก็คือ Amber Fort หรือป้อมแอมเบอร์นั่นเอง ป้อมแห่งนี้มีความยิ่งใหญ่อลังการ อยู่ห่างจากชัยปุระเพียง 11 กิโลเมตร เท่านั้น เราสามารถเดินทางจากใจกลางเมืองไปยังป้อมแอมเบอร์โดยรถเมล์ รถตุ๊กๆสไตล์อินเดีย หรือถ้าใครเช่ารถเป็นรายวันอยู่แล้วก็สบายกันไปเลย เราสามารถมองเห็นป้อมแห่งนี้ได้ในระยะใกล้อาจเพราะขนาดของกำแพงที่ทอดยาว และดูแน่นหนา ป้อมแอมเบอร์เป็นการผสมผสานกันของศิลปะฮินดู และศิลปะราชปุตซึ่งเป็นเอกลักษณ์ การเดินทางมาด้วยรถยนต์ หรือรถสาธารณะนั้น รถจะมาจอดที่ประตูทางเข้าและจากประตูทางเข้าเพื่อไปด้านบนนั้นสามารถเดินขึ้นไป หรือเช่ารถจิ๊ปบริเวณด้านหน้า หรือจะเข้าไปใช้บริการนั่งน้องช้างขึ้นไปก็ได้ เอาที่ชอบที่ชอบ แต่เราเลือกที่จะเดินขึ้นซึ่งก็ไม่ได้ยากลำบากอะไรเลยAmber Fort

การเดินเที่ยว Amber Fort นั้น ถ้าเราเดินเข้าไปเที่ยวบริเวณด้านในพื้นที่โดยรอบไม่ต้องเสียเงินค่าเข้านะคะ แต่ถ้าเสียเงินค่าเข้าจะสามารถเดินขึ้นไปได้ลึกขึ้น ตอนแรกเราก็สงสัยเอ๊ะทำไมเดินมาลึกแล้วทำไมหาที่ขายตั๋วไม่เจอ เดินไปจนถึงทางขึ้นด้านบนเจ้าหน้าที่บอกว่าถ้าจะเข้าในส่วนนั้นต้องเดินลงมาซื้อตั๋วก่อน เราเลยตัดสินใจไม่เข้าเพราะขี้เกียจเดินย้อนไปย้อนมาAmber Fort เราชอบที่นี่นะใหญ่โตอลังการ และนั่งมองช้างเพลินๆ ทางเดินจากล่างสุดเพื่อขึ้นไปเป็นทางเดียวกับที่ช้างเดิน ดังนั้นระวังอย่ามัวแต่เดินถ่ายรูปเพลินๆนะคะ ควรระวังทั้งช้าง และทั้งขี้ช้างกันด้วยนะเออ

 

[ Panna Meena Ka Kund Stepwells ]

และที่ไม่ไกลจาก Amber Fort เราก็แวะไปเที่ยวบ่อน้ำขั้นบันได้อีกแห่งที่อยู่ห่างไปราว 5 นาที บ่อน้ำโบราณที่สร้างแบบขั้นบันไดนี้มีขนาดเล็กกว่าที่เราแวะไปก่อนหน้านี้ ทีนี่แสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนอินเดียโบราณที่คิดทำบันไดแคบๆเป็นแนวทแยงซ้าย-ขวาจากปากบ่อลงไปด้านล่างของบ่อทำให้ใครๆก็สามารถลงไปตักน้ำได้พร้อมๆกันแม้ระดับน้ำจะลดลงไปก็ตาม เนื่องจากก่อนหน้าเราได้เห็นความใหญ่กว่าพอมาที่นี่เลยเฉยๆเสียแล้วจะดีก็ตรงที่คนไม่เยอะไม่พลุกพล่าน

บ่อน้ำขั้นบันได

บ่อน้ำขั้นบันได

บ่อน้ำขั้นบันได

 

[ Bihariji Temple ]

เนื่องจากยังมีเวลาเหลืออีกมากเราจึงแวะเที่ยวกันต่อที่ Bihariji Temple ซึ่งที่นี่ก็เป็นวัดที่สวยไม่แพ้ที่อื่นๆก่อนหน้านี้เลยBihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

Bihariji Temple

 

[ Gatore Kichhatriyan ]

ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่หากมีเวลาก็ลองแวะมากันนะคะ จริงๆมันก็ไม่ได้อยู่ในแผนของเราเลย แต่เนื่องจากมีเวลาเหลือทางลุงคนขับก็ขับพามา ซึ่งเราก็ชอบนะ ไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยวหลักนักท่องเที่ยวจึงน้อยเดินไปลึกๆแอบเปลี่ยวๆ นิดหนึ่ง มีลุงที่อยู่ในนั้นเดินตามเราแล้วคอยใช้ไม้ไล่ลิงให้ เราก็ขอบคุณอยู่ในใจพร้อมคิดไปว่าเรื่องมันคงไม่จบเพียงเท่านี้อย่างแน่นอน เพราะลุงพาเราเดินไปตามจุดต่างๆ แล้วรอเราถ่ายรูปอย่างใจเย็น จนสุดท้ายลุงก็ขอทิปนั่นเอง 5555 เราจึงกวาดเหรียญทั้งหมดที่มีให้ไป คิดไปคิดมาเฮ้ยมันเยอะอยู่เหมือนกันนี่นา พอเดินออกมาเจอกับลุงคนขับรถแกคงเห็นเราให้เงินลุงคนนั้นแกเลยบอกว่าทีหลังอย่าไปให้

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

gatore kichhatriyan

 

[ Nahargarh Fort ]

ป้อมปราการแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก และสวยงามมากเช่นกัน ตอนแรกเราคุยกับพนักงานโรงแรมว่าจะไปที่นี่สามารถเดินไปได้ไหม พนักงานบอกว่าสามารถเดินไปได้ ถ้าเราเชื่อพนักงานสงสัยจะไม่ได้กลับมาเมืองไทยเป็นแน่ 555 เพราะมันไกลมากเชียวนะ ที่นี่มีค่าเข้าคนละ 200 รูปี เราชอบที่นี่มากสวย บรรยากาศดี เดินชมวิวภายนอกก็รู้สึกปลดปล่อย และภายในก็ดูดีสวยงาม แนะนำว่าควรมาช่วงแดดร่มลมตกเพราะหากมาช่วงเที่ยงคงจะร้อนจนตับแทบไหล

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

ค่าเข้าค่ะ ต่างชาติคนละ 200 รูปี คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 100 บ.Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

วิวหลักล้านNahargarh Fort

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

Nahargarh Fort

ด้านในมีงานศิลปะให้ดูเพลินๆ ชอบที่นี่มากๆเลย

Nahargarh Fort

 

[ Patrika Gate ]

Patrika Gate ที่นี่คือประตูเมืองลำดับที่ 9 ของนครชัยปุระ ตั้งอยู่บริเวณวงเวียนจาวาฮาร์ (Jawahar Circle) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากสนามบิน สามารถแวะเที่ยวตอนขามาหรือขากลับก็ได้ Patrika Gate  มี 7 ซุ้มประตู แต่ละซุ้มมีภาพวาดบอกเล่าประวัติศาสตร์ของแคว้นราชสถานเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ ที่นี่ห้ามพลาดนะจ๊ะ ไม่เสียค่าเข้า มีที่จอดรถ ใช้เวลาไม่นาน แต่สามารถเก็บภาพสวยๆได้เยอะเลย

Patrika Gate

Patrika Gate

Patrika Gate

Patrika Gate

Patrika Gate

Patrika Gate

สำหรับเรา เราว่าอินเดียสวยทุกมุม และมีเสน่ห์ทุกช่วงเวลา อินเดียเป็นประเทศที่มีเรื่องราว ทุกพื้นที่ดูจะมีเรื่องเล่าที่ไม่รู้เบื่อ หากถามว่าประเทศที่อยู่ในลิสที่อยากไปมีอะไรบ้าง อินเดียคืออันดับต้นๆสำหรับเราจริงๆนะ สำหรับการเดินทางในครั้งนี้เราใช้เวลาเที่ยว 5 วัน เต็มๆ หากมีโอกาสเราจะกลับไปอินเดียอีกหลายๆครั้งเท่าที่ทุกอย่างจะเอื้ออำนวย

ค่าใช้จ่ายไปอินเดีย 19-25 ตุลาคม 2018

ค่าเดินทาง (ค่าเครื่องบิน 6,013 บ.+ค่ารถ) = 10,958.00
ค่าวีซ่า = 2,721.48
ค่าที่พัก = 3,438.97
ค่าเข้าสถานที่ = 1,905.00
ค่ากิน = 827.50
ค่าทิป = 642.50
ช้อปปิ้ง = 5,755.00
อื่นๆ = 404.00
รวม 26,652.45 บ.

 

 

จ ง ใ ช้ เ ว ล า ใ ห้ คุ้ ม ทุ ก น า ที ใ น ที่ ที่ ไ ม่ คุ้ น เ ค ย

ออกเดินทาง

– ไ ป ต า ม น้ำ –

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *